เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันวงดนตรีที่เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวงการมีปริมาณที่มากเกินกว่าเราจะติดตามได้ไหวแล้วจริง ๆ ทีนี้ท่ามกลางวงดนตรีเหล่านี้ ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ต่างก็ต้องมีเอกลักษณ์ของตัวเองที่เป็นจุดแข็ง เป็นจุดขายที่ทำให้แฟนเพลงยังคงติดตาม หรือเลือกที่จะติดตามต่อไป วันนี้ผมจึงเลือกหยิบบางอัลบั้มของบางวงที่มีลายเซ็นของตัวเองค่อนข้างชัดเจน ฟังแล้วรู้เลยว่าต้องเป็นวงนั้นวงนี้แน่ ๆ มาให้หลาย ๆ คนได้ลองดูกันครับ บางวงอาจยังเดินสายกันอยู่ บางวงก็อาจจะยุติบทบาทกันไปแล้ว หรือบางวงก็อาจจะเปลี่ยนทิศทางดนตรีไปบ้างแล้ว ลองไปดูกันครับว่ามีงานชุดไหนของวงไหนกันบ้าง

1. Korn – Korn (1994)

มีชาวเน็ตท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่าถ้านูเมทัลคือศาสนา อัลบั้มนี้ก็คือหลักคำสอน ซึ่งคงไม่เกินจริงไปสักเท่าไร เพราะงานชิ้นนี้นี่เองที่เปรียบเสมือนชนวนเส้นแรกที่ถูกจุดขึ้นก่อนนำไปสู่การระเบิดครั้งมโหฬารของโลกดนตรี มีวงในแนวทางเดียวกัน มีภาคดนตรีที่คล้ายกันพรั่งพรูตามกันออกมาอีกมากมายนับไม่ถ้วน แต่หากพูดถึงลักษณะดนตรีที่โดดเด่นเรื่องการจูนเสียงต่ำชนิดที่เรียกได้ว่าแหกทุกตำราเรียนในยุคนั้นก็คงนึกถึงวงนี้เป็นชื่อแรกอยู่แล้วล่ะครับ

2. The Price of Existence – All Shall Perish (2006)

งานระดับมาสเตอร์พีซของวง ด้วยองค์ประกอบทางดนตรีที่โคตรจะชัดเจนอย่างริฟฟ์ระดับพระกาฬ กับสองมือกีตาร์สมาชิกวงชุดที่สมบูรณ์แบบที่สุด เบน โอรัม ในภาคริธึมและ คริส สโตเรย์ ในภาคโซโล่ที่ซัดกันแบบเร็ว แรง ทะลุนรก ไม่ว่าจะแท็ปปิงหรือเชร็ดดิง เรียกว่าทั้งจิ้มทั้งปั่นสาดกันไม่ยั้งเลยทีเดียว จากความโหดใน The Price of Existence สู่การตกผลึกทางภาคดนตรีทำให้งานชุดต่อมาอย่าง Awaken the Dreamers กลายเป็นอัลบั้มที่ครบรส เข้มข้น จัดจ้าน ได้ทั้งความโหดและความพริ้วไหว จนทำให้กลายเป็นลายเซ็นที่ชัดเจนมาก ๆ ของวงไปโดยปริยาย

3. Calculating Infinity – The Dillinger Escape Plan (1999)

งานที่ทำให้โลกได้พบกับความฉิบหายวายป่วงอย่างเป็นทางการ เป็นเคโอติคฮาร์ดคอร์รุ่นโปรโตไทป์กับภาคดนตรีสุดอลหม่าน ส่วนผสมหลากหลายที่ยำกันเละเทะระหว่างฮาร์ดคอร์พังค์ ไกรด์คอร์ เมทัลคอร์ โปรเกรสซีฟ-แจ๊ส และที่ขาดไม่ได้คือเสียงดิสโซแนนซ์หรือคู่กระด้างในริฟฟ์กีตาร์ที่ทำให้เกิดเสียงนอยซ์น่ารำคาญในแต่ละเพลง สัดส่วนอันซับซ้อนและความไม่ปราณีปราศรัยเป็นเอกลักษณ์สำคัญของแมทคอร์แบบนี้เอง ที่ทำให้เปิดเพลงโดยไม่ดูชื่อวงก็คงตอบได้ว่าใคร

4. Messengers – August Burns Red (2007)

ถึงจะเป็นอัลบั้มที่สองแต่ก็นับว่าเป็นงานชุดที่สร้างชื่อให้กับวงอย่างเป็นทางการ ด้วยการเปลี่ยนแปลงสมาชิกในวง รวมทั้งได้ฟรอนต์แมนใหม่ที่มีพลังเสียงเหลือล้น จึงทำให้ Messengers มีส่วนผสมที่ครบถ้วนและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งความโหดของเสียงร้องรวมถึงภาคดนตรีสุดทำลายล้าง สวิดิชริฟฟ์ที่ไหลเป็นท่อประปาแตก สัดส่วนติดโปรเกรสซีฟและเบรกดาวน์โคตรระห่ำที่ แมท ไกรเนอร์ หวดแฉไชน่าจนกลายเป็นลายเซ็นสำคัญอันเห็นได้ชัดเจนที่สุดของวงไปแล้ว เรียกว่าถ้าปิดเสียงแทร็คอื่น ๆ ของเพลงลงเหลือไว้แค่ไลน์กลองก็เดาได้แล้วว่ามือกลองคนไหนจากวงอะไร

5. Kezia – Protest the Hero (2005)

ต้องบอกว่าทุกตำแหน่ง ทุกองค์ประกอบของวงนี้คือเอกลักษณ์ คือลายเซ็นของวงที่ยังไม่มีใครเลียนแบบได้เลยจริง ๆ ไล่ตั้งแต่เสียงร้องไปยันภาคดนตรีที่โคตรสุด ร้องก็สุด เล่นก็สุด และ Kezia คืออัลบั้มที่ทำให้วงเป็นที่รู้จักกว้างขวางไปทั่วโลก ส่วนตัวมีโอกาสไปดูวงเล่นสดตอนมาเยือนบ้านเราครั้งแรก (และอาจจะครั้งเดียว) บอกเลยว่าของโคตรดีย์ ได้เห็นโคตรพ่อโคตรแม่อภิมหาริฟฟ์กีตาร์และแท็ปปิงในตำนานที่เคยได้แต่จินตนาการตามเสียงในหูฟัง พอได้เห็นกับตานี่มันสะเด็ดสะเด่าไปเลยไอ้ทิด!

6. His Last Walk – Blessthefall (2007)

ยุคนึงของสายโพสต์ฮาร์ดคอร์เคยมีอัลบั้มนี้เป็นหนึ่งในหลักชัยที่ใครก็ตามที่คลุกคลีกับซีนนี้จะต้องผ่านมาแล้วแน่นอน จำได้ว่าช่วงนึงสมัยที่ลานน้ำพุเซนเตอร์พอยท์ในสยามยังอยู่ งานอินดี้อินทาวน์จะเอาวงสายใต้ดินมาเล่นกันถี่มาก แล้วจะมีวงที่คัฟเวอร์อัลบั้มนี้อยู่บ่อย ๆ ซึ่งเอกลักษณ์อย่างหนึ่งที่ทำให้หลายคนจดจำงานชุดนี้ได้มากนอกจากริฟฟ์กีตาร์สุดหวือหวาที่ถือว่าใหม่มากสำหรับโพสต์ฮาร์ดคอร์ยุคนั้น ก็คือไลน์กลองที่มีรูปแบบโดดเด่นเป็นพิเศษ เป็นรูปแบบเฉพาะที่จะเล่นจังหวะเดิมซ้ำ ๆ กันเกือบทุกเพลงในอัลบั้ม เหมือนกับเอาไลน์กลองมาปรับนิดเปลี่ยนหน่อยแล้วก็ใช้ต่อ ๆ กันไปทั้งอัลบั้ม 5555 แต่ช้าก่อน ติ่งอย่าพึ่งหัวร้อน นี่กำลังชมอยู่ เพราะความที่จังหวะมันคล้าย ๆ ซ้ำ ๆ กันนี่แหละ ที่ทำให้เพลงมันติดหูได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ถือเป็นลายเซ็นที่ไม่มีวงไหนเหมือน เป็นเอกลักษณ์ที่มีในวงนี้ และแค่อัลบั้มนี้ชุดเดียวเท่านั้น ซึ่งงานชุดต่อมาทางวงก็ปรับเปลี่ยนทิศทางดนตรี ยกเครื่องภาคดนตรีโดยรวมแทบทั้งหมดเลยทีเดียว

7. On Frail Wings of Vanity and Wax – Alesana (2006)

มีอัลบั้มด้านบนแล้วจะไม่มีงานชุดนี้ก็จะยังไง ๆ อยู่ ออกมาในยุคเดียวกัน รวมทั้งแฟชั่นเสื้อดำฟิต ๆ ยีนส์รัดแน่นเปรี๊ยะ ผมรากไทรปัดเป๋และกรีดอายไลน์เนอร์ให้ขอบตาดำ ก็ถาโถมตามมาด้วย เป็นโพสท์ฮาร์ดคอร์ที่มีรูปแบบดนตรีไม่เหมือนใครในยุคนั้นอีกเช่นกัน ไลน์กีตาร์เยอะเว่อวังโคตร ๆ เพราะวงใช้ถึงสามตัว เยอะยังกับวงโปรเกรสซีฟ กลองที่กระหน่ำรัวกระเดื่องคู่ชนิดที่ว่าปั่นกันลืมแนวไปเลย ตบแต่งภาพรวมด้วยเสียงโน้ตสุดอ่อนช้อยของเปียโนที่ออกแบบมาได้สวยงามและมีความคลาสสิคมาก ๆ สุดท้ายที่ขาดไม่ได้ก็คือการสำรอกสองเสียงของนักร้องนำและมือกีตาร์ ที่ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่ และเป็นลายเซ็นเฉพาะตัวของวงนี้ไปแล้ว โดยเฉพาะเสียงโทนของ ชอว์น ไมค์ มือกีตาร์ที่ร้องคู่กัน ซึ่งทุกวันนี้ยังไม่เคยเจอใครสำรอกได้เหมือนเลย

8. Dying is Your Latest Fashion – Escape the Fate (2006)

เป็นอัลบั้มเต็มที่อาจจะไม่มีงานชิ้นไหนที่รอนนี่มีส่วนร่วมแล้วเอกลักษณ์เป็นที่จดจำของคนฟังได้เท่าอัลบั้มนี้อีกแล้ว สิ่งที่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งก็คือทำนองและการออกแบบการร้องของรอนนี่มีเพียงหนึ่งเดียวจริง ๆ ท่อนร้องสุดติดหู ทำนองสุดป๊อบอันเป็นลายเซ็นส่วนตัวของพี่แก บวกกับภาคดนตรีที่เป็นเอกลักษณ์ การสับริฟฟ์เปลี่ยนคอร์ดอันโดดเด่น เบรกดาวน์ รวมถึงท่อนโซโล่สุดแพรวพราว ทำให้เป็นอีกงานหนึ่งที่คนจะจำได้แม่น แค่ได้ยินผ่าน ๆ ก็บอกได้เลยว่าวงไหน

9. For Those Who Have Heart – A Day to Remember (2007)

สตูดิโออัลบั้มลำดับที่สองที่มีความชัดเจนในแนวทางมากขึ้น เป็นงานที่บ่งบอกตัวตนของวงได้เป็นอย่างดี เจเรมีเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าเพราะวงชอบทั้งป๊อบพังค์และฮาร์ดคอร์ ทำไมจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะงั้นก็เอาสองแนวมารวมกันแม่งเลยจะคิดมากกันไปทำไม ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นงานทุกชุดของพวกเขาที่โดดเด่นในแนวทางมาก ๆ ที่สำคัญคือมีความคงเส้นคงวา และมีแต่จะทำเพลงกันได้เข้มข้นขึ้นไปเรื่อย ๆ ด้วยซ้ำ ยุคก่อนคนแทบไม่เชื่อว่าดนตรีสองแนวนี้มันจะมาบรรจบกันได้ แต่นี่ไง วงทำให้เห็นแล้ว ทำมาตลอดและยังคงทำอยู่ เป็นเอกลักษณ์สุดแข็งแกร่งของทางวงไปแล้ว เอาจริง ๆ ก็ไม่ใช่เฉพาะอัลบั้มนี้ แต่อัลบั้มอื่น ๆ หากเอามาเปิดโดยไม่บอกชื่อวง สุดท้ายผลงานมันจะบอกเองว่าใครเป็นผู้สร้างสรรค์!

10. Downtown Battle Mountain II – Dance Gavin Dance (2011)

เมื่อเข้าสู่งานอัลบั้มเต็มชิ้นที่สี่ ความเข้มข้นทางดนตรีก็เริ่มเข้าที่ ลายเซ็นบางอย่างที่ชัดเจนโดดเด้งออกมาจากภาพรวมดนตรีของวง ผลงานที่ผ่านมาก่อนหน้าด้วยความที่มีส่วนผสมของดนตรีสายแมทเราจะได้ยินส่วนแปลก ๆ ของโครงสร้างดนตรีปะปนกันไปในแต่ละเพลงอยู่แล้ว แต่สิ่งที่เริ่มเห็นชัดเจนตั้งแต่อัลบั้มนี้ก็คือท่อนสำรอกสุดก้าวร้าวดุเดือดที่แทบจะไม่ผ่อนให้หายใจหายคอกันเลย โดยมีสำเนียงกีตาร์สุดพริ้วไหว ตัวโน้ตดีดดิ้นจี๊ดจ๊าด อันเป็นเอกลักษณ์ที่วงนำมาใช้บ่อยมาก คลอล้อกันไปเรื่อย ๆ และโครงสร้างดนตรีแบบนี้ก็ยังคงถูกใช้อย่างต่อเนื่องไปจนถึงงานชุดล่าสุดของพวกเขา วงนี้แปลกอย่างนึงคือต่อให้เปลี่ยนนักร้องไปกี่คนก็คงความเป็นเอกลักษณ์ของวงไว้ได้ นักร้องทุกคนที่ผ่านเข้ามามีสไตล์การร้องที่น่าฟังทุกคนเลย ซึ่งแน่นอนว่ามันกลายเป็นตัวตนของ Dance Gavin Dance ไปแบบไม่ต้องสงสัยเลยครับ

และนี่ไม่ใช่ทั้งหมดของโลกดนตรี เป็นส่วนหนึ่งของเอกลักษณ์ที่โดดเด่นจากอีกหลายวงในวงการ แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกวง ทุกแนว ที่มีผลงานอยู่ในเส้นทางสายนี้แล้วจะมีลายเซ็นเป็นของตัวเอง ทำไมเอกลักษณ์เฉพาะตัวจึงสำคัญ? ก็เพราะว่าท่ามกลางวงที่มีฝีมือทัดเทียมกัน แถมยังแนวดนตรีเดียวกันด้วย สิ่งที่จะทำให้คุณแตกต่างและถูกพูดถึงก่อนเป็นอันดับแรกก็คือไอเดียความคิดสร้างสรรค์ที่จะปรากฏในผลงานของคุณนั่นยังไงล่ะครับผม

SHARE:
Share on FacebookTweet about this on TwitterPin on PinterestShare on Google+Buffer this pageEmail this to someonePrint this page